Mayura 的个人资料♥ธรรมชีวี ♥照片日志列表 工具 帮助

日志


8月11日

ปาริสุทธิศีล๔

เช้าวันนี้น้องจอยคนงามมาถามถึงเรื่อง ปาริสุทธิศีล ๔ จึงขอหยิบยกเรื่อง การรักษาศีลในชีวิตประจำวันมาคุยกันเพื่อทำความเข้าใจ นำไปประยุกต์ใช้ ตามเหตุตามปัจจัยนะคะ

 

 เคยสงสัยไม๊ค่ะว่าคนทำงานอยู่อย่างพวกเรา ยังมีภาระทางโลก ยังต้องใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเมืองนั้น ลำพังเพียงรักษาศีล๕  ไม่มีโอกาสอยู่วัด นุ่งขาวห่มขาว รักษาศีล๘ ศีล๑๐  หรือศีล ๒๒๗ ข้อ อย่างพระ แล้วพวกเรานั้นจะมีโอกาส ปฏิบัติให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือไม่

 

ฉันได้มีโอกาสถามพระอาจารย์ครรชิต(วัดญาณเวศกวัน)

คำถาม

อย่างโยมรักษาศีล๕ พอไหมที่จะเป็นบาทฐาน ของสมาธิ ปัญญา เพื่อปฏิบัติทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์

ท่านให้คำตอบกระจ่างว่า

ศีล๕ ไม่พอ  ควรเป็นการกระทำที่เรียกว่าสมาทานศีล ๔  หรือที่เรียกว่า "ปาริสุทธิศีล" ถ้าบุคคลรักษาปาริสุทธิศีลนี้ ไม่ว่าจะเป็นศีล๘ ศีล๑๐ ศีล๒๒๗ ก็จะครบถ้วนบริบูรณ์


 

*******************************************


จากเวบ http://84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=160

พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)


[160] ปาริสุทธิศีล 4 (ศีลคือความบริสุทธิ์, ศีลเครื่องให้บริสุทธิ์,
ความประพฤติบริสุทธิ์ที่จัดเป็นศีล - morality consisting in purity;
morality for purification; morality of pure conduct)
       1. ปาฏิโมกขสังวรศีล (ศีลคือความสำรวมในพระปาฏิโมกข์
เว้นจากข้อห้าม ทำตามข้ออนุญาต ประพฤติเคร่งครัดในสิกขาบททั้งหลาย
- restraint in accordance with the monastic disciplinary code)
       2. อินทรียสังวรศีล (ศีลคือความสำรวมอินทรีย์ ระวังไม่ให้บาปอกุศลธรรมครอบงำ
เมื่อรับรู้อารมณ์ด้วยอินทรีย์ทั้ง 6 - restraint of the senses; sense-control)
       3. อาชีวปาริสุทธิศีล (ศีลคือความบริสุทธิ์แห่งอาชีวะ เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบ
ไม่ประกอบอเนสนา มีหลอกลวงเขาเลี้ยงชีพเป็นต้น
- purity of conduct as regards livelihood)
       4. ปัจจัยสันนิสิตศีล (ศีลที่เกี่ยวกับปัจจัย 4 ได้แก่ ปัจจัยปัจจเวกขณ์ คือ
พิจารณาใช้สอยปัจจัยสี่ ให้เป็นไปตามความหมายและประโยชน์ของสิ่งนั้น
ไม่บริโภคด้วยตัณหา - pure conduct as regards the necessaries of life)

 

*******************************************

ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนในการสมาทานศีล๔ เราจะปฏิบัติไปด้วยกันนะค่ะ
ทำง่ายๆก็คือ  สำรวม และ สำรวจ ตั้งแต่เริ่มstart คือตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้า
จนถึงเวลาก่อนเข้านอนเข้านอน ดูซิว่าวันนี้ เรารักษาศีลได้บริสุทธิ์รึเปล่า
ด่างพร้อย หรือทะลุ ในข้อใดบ้าง เพื่อจะเพียร เฝ้าระวัง(สังวรปทาน)
วันต่อไปเอาล่ะจะไม่ทำผิดซ้ำอีก เมื่อก่อนเข้านอนวันนี้ฉันทำได้ รักษาศีลได้
เป็นผู้รักศีล มีศีล มีความเป็นปรกติ ยกมือไหว้ตัวเองได้มันก็เป็นสวรรค์
(ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้)

อย่าให้ได้เรียน(ธรรมะของพระพุทธเจ้า)เเล้ว  รู้ก็รู้แล้ว แต่ก็ผิดซ้ำๆ อีก
เน่าใน เปียกแฉะ นึกทีไรก็กินแหนงตัวเอง อันนี้ก็ไม่ไหว
มันก็เป็นนรกกันที่นี่เดี๋ยวนี้ ...............จริงไหมล่ะจ้ะ

8月9日

น้องหมา

วันนี้มีจอยกะพี่พงมาร่วมด้วย    หลังจากเรียนธรรมะที่วัดญาณเวศกวันเสร็จ พวกเราตั้งใจจะไปเยี่ยมน้องหมากัน   น้องหมาอยู่ที่พุทธมณฑล ๕๐๐ กว่าชีวิต    ฉันมักจะมาพุทธมณฑล อยู่เสมอ กับครอบครัว ตั้งแต่เล็กจนโต ครอบครัวฉันเป็นคนจีน พ่อแม่ไม่ค่อยพาไปวัด แต่ชอบพาลูกๆมาที่นี่เสมอ ไม่ว่าจะกิจกรรมอะไรก็ตาม ที่เกี่ยวกับศาสนา และไม่เกี่ยว (เช่น ถ่ายรูปเวลา ใครในครอบครัวรับปริญญา) เป็นทั้งสถานที่ไหว้พระ ทำบุญทำสังฆทาน เวียนเทียน ทำกิจกรรม ในวันสำคัญทางศาสนาต่างๆ  ที่นี่มีความร่มรื่นย์ของต้นไม้ใบหญ้า จึงเป็นเหมือนเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับหลายๆคน   บางคนมาวิ่ง ออกกำลังกาย  
 
ที่นี่จะมีป้ายบอกทาง สถานที่ต่างๆ เช่น องค์พระ เวฬุวัน แต่หลายคนคงสงสัย ว่า "เกาะหมา" คืออะไร ขับไปเรื่อยๆ บ้างก็จะเจอ ป้ายที่เขียนว่า สุนัข  ฉันเป็นคนรักหมา มากๆ หมาทุกตัวบนโลกรักหมด พอขับรถ เห็น คำว่าเกาะหมา อดไม่ได้หรอกที่จะต้อง ไปดู ว่าคืออะไร  ฉันพบเกาะที่มีหมา มากมาย จริงด้วย เหมือนกับที่คิดเอาไว้ ไปสัมภาษณ์ คนเลี้ยงคนดูแล เล่าว่ามี๕๐๐กว่าตัว ตัวที่ได้อยู่ข้างนอก(ที่นั่งอยู่กับพี่) เจ้าพวกนี้มันไม่สบายเลยต้องเเยกออกมา ส่วนที่อยู่ในเกาะ (ในเขตเเดนรั้วนั้น) คือสุขภาพปรกติ แข็งแรงดี  คนส่วนใหญ่เอามาทิ้ง ไม่รักหมาแล้วก็เอามาทิ้งวัด  ทิ้งไปทิ้งมา อู้หู ร่วม๕๐๐ กว่าตัว ก็ได้สตางค์จาก ผู้คนแบบน้องๆ นี่แหละที่หลงๆ ขับรถมาเจอ แล้วก็ช่วยทำบุญให้ บ้างก็ตั้งใจกลับมา นำข้าวสาร อาหารสุนัขต่างๆ ของขบเคี้ยว ยารักษาโรค มาให้
 
หลังจากทำสังฆทานที่วัด ฉันมักจะมาที่นี่เสมอๆ (ทำบุญแล้วทำทานต่อ) ก็จะมาให้อาหารปลาต่อด้วยมาทำบุญกับน้องหมา มาเยี่ยมน้องหมา  เป็นอีกครั้งนึงที่ฉันพาเพื่อนๆมา จอยน่ารักมากๆกลับไปที่ทำงานแล้วไปบอกเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ ที่ทำงาน(UFJ Bank) จึงรวมสตางค์กันประมาณ ๓๐๐๐ กว่าบาท ซื้ออาหารรวมทั้งยารักษาโรค มาให้น้องหมาในวันนี้ด้วย โดยคุณพงช่วยวันนี้เป็นพระเอกมาช่วยแบกเหล่าอาหารทั้งหลาย(แมนมั๊กๆ) แล้วคุณจอยเป็นผู้กำกับการแสดง 
 
งามทั้งกายและใจ สวยหล่อ ดูได้ในชาตินี้เลยค่ะ หลักฐานคือภาพข้างล่าง
 
ใครทำใครได้ ใครไม่อยากตกอบาย อยู่ในภพภูมิที่ หิวก็ไม่มีตังค์ ซื้อกินเองไม่ได้ (ถึงให้ตังค์ไป ๑๐๐ บาท หมาก็ไม่สามารถเข้าเซเว่นซื้อหนมจีบซาลาเปากินเองได้) ก็รีบเร่งวิริยะ(ความเพียร)ปฏิบัติ ให้ถึงวิมุติ หลุดพ้น เราจะเดินไปด้วยกัน ตามทางของพ่อ(พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)อริยมรรคมีองค์แปด  เจอกัลที่พระนิพพานค่ะ
8月8日

ไถ่ชีวิตโคกระบือ

เมื่อวานวันอาทิตย์ แม่พาฉันกับน้องชายไปไถ่ชีวิตโคกระบือ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เข้าไปสัมพัสพวกเขาใกล้ๆ แค่ตอนไปยืนหน้าโรงฆ่าสัตว์ คนหลายๆคนก็ร้องยี้ .... ฉันว่า ใครก็คงรู้สึกได้ถึงกลิ่น กลิ่นสาบที่แรง  และความรู้สึก หดหู่  ความเป็นเด็กอยากรู้อยากเห็นของฉันทำให้ฉันขอเเม่ว่า "หนูจะเข้าไปถ่ายรูปนะค่ะ" แม่โอเคและนั่งอยุ่ข้างนอกกับน้อง ส่วนฉันเดินเข้าไปภายใน ข้างบนจั่วถูกตบเเต่งด้วย กระโหลกศีรษะโคกระบือ ๕ ศีรษะ  ฉันสะพรึงกลัว เมื่อได้มาสัมพัสกับที่ๆ เต็มไปด้วยกลิ่นไอของปาณาฯ ด้วยความรู้สึกที่เกิดเฉพาะหน้าตรงนั้นฉันไม่ทราบว่าจะทำอะไรได้ดีไปกว่า การแผ่เมตตา แผ่ส่วนบุญกุศล ปรารถนาให้พวกเขาได้รับสิ่งดีๆ อย่างน้อยก็กระแสความอบอุ่นความปรารถนาดีจากนามรูปนี้ เขายื่นศีรษะออกมา อยากดม อยากเลีย อยากเล่นกับฉัน ฉันจังเข้าไปใกล้ๆ ให้เขาดม ลูบเบาๆ เล่นกับเขา (ครั้งแรกในชีวิตที่สัมพัสสัตว์จำพวกโคกระบือใกล้ๆ คล้ายหมาจมูกแฉะๆ ตาซื่อ เป็นมิตร เพียงตัวใหญ่กว่า) พวกเขามีลักษณะที่คล้ายๆกัน ใบหน้าตาซื่อ ตาโศก ชวนให้ผู้คนที่พบเห็นเกิดความสงสาร ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆ ฉัน เธอเอามือไปลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน และปลอบน้อง(งัว)อย่างเสียงไพเราะว่า  ไม่ต้องร้องไห้ๆ ๆ มาช่วยแล้วนะ
เดินเข้าไปเห็นภาพโคกระบือหลายตัวที่อยู่ตรงหน้า  ฉันบอกกับตัวเองว่า "นี่แหละหนา อีกหนึ่งภพภูมิ" ภพภูมิเดรัจฉาน ถ้าใครไม่อยากมานอนอยู่ในนี้ คงต้องทำความมั่นใจให้กับตัวเองโดยการปฏิบัติจนได้คุณวิเศษขั้นพระโสดาขึ้นไป 
7月28日

ไปเรียนธรรมะใต้โบสถ์กัน

หลายๆคนคงคุ้นและรู้จักกับนาม พระธรรมปิฎก (ป.อ. ประยุตโต) ซึ่งตอนนี้เปลี่ยนเป็นพระพรหมคุณาภรณ์  ท่านเป็นเจ้าอาวาสเป็นผู้ตั้งวัดนี้ ฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่ ใฝ่ฝันจะพบ และได้กราบท่านสักครั้ง ครั้งแรกที่ฉันได้มาวัดนี้ เนื่องจากรับjob มีสถาปนิกเขาให้มาถ่ายรูป เขาได้รับโปรเจคสร้างหอสมุดกลางน้ำ  ตอนนั้นฉันรุ้สึกยินดีมาก ที่จะได้ไปร่วมพิธีวางเสาเอก และสิ่งที่รอคอยก็มาถึง คืพอถ่ายรูปเสร็จ ๆ พิธีทั้งหมด  ฉันได้เข้ากราบท่านประยุตฯ ได้ทำบุญร่วมสร้างห้องสมุดนี้ และได้สนทนาธรรมกับท่าน ท่านมีอินทรีย์ผ่องใส น่าปลื้ม ประทับใจ ยิ่งนัก ไม่ถือองค์เลย ยิ้มเเย้ม ท่านพูดจาไพเราะอ่อนหวาน ทุกๆคำ มีจ้ะ .....
 
ชื่อ “วัดญาณเวศกวัน” นี้ พระพรหมคุณาภรณ์ ได้ตั้งขึ้น โดยให้มีความหมายที่แสดงถึง จุดหมายแห่งการบำเพ็ญศาสนกิจของวัด ว่ามุ่งเน้นให้เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า เพื่อเสริมสร้างความรู้ในพระธรรมวินัย และปฏิบัติให้เจริญธรรมเจริญปัญญา ตลอดจนบรรลุญาณสูงขึ้นไปตามลำดับ (ใครอยากเห็นภาพวัดเเบบpanorama ๑๘๐ องศา เข้าไปได้ที่ http://www.rosenini.com/watnyanavesakavan/  รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ของวัด)
 
ธรรมะใต้โบสถ์  ไปเรียนธรรมะกัลไม๊  ช่วงเช้าเสาร์อาทิตย์ที่วัดญาณเวศกวัน มีธรรมใต้โบสถ์ สอนโดยท่านอาจารย์ครรชิต ช่วงประมาณ๙.๓๐ ถึง ๑๑.๐๐ เป็นช่วงเวลาของการปฏิบัติเจริญสมถะวิปัสสนา ๑๑.๐๐-๑๒.๐๐ ท่านอาจาย์ครรชิต บรรยายธรรม วันอาทิตย์ที่เพิ่งผ่านมานี้(๒๔ ก.ค.๔๘)ที่ผ่านมาท่านสอนจบเรื่อง อัปนาโกศล ๑๐  ใครจะสะดวกมาวันเสาร์ หรือวันอาทิตย์ก็ได้ค่ะ สอนเรื่องเดียวกัน ฆารวาสที่มาทั้งสองวันก็มีค่ะ ช่วงใกล้หมดชั่วโมงการเรียนท่านก็จะเปิดโอกาสให้พวกเราถามคำถาม เกี่ยวกับเรื่องที่เรียน  คำถามเกี่ยวกับการปฏิบัติ หรือ ธรรมะอะไรก็ได้
ท่านอาจารย์ครรชิต เป็นพระสงฆ์ผู้มีอินทรีย์ผ่องใส มีไมตรี หน้าตายิ้มแย้ม สงบเย็น สอนดีมากๆ ไม่ว่าใครจะถามอะไร สามารถ รู้รอบตอบได้กระจ่าง ฉันเคยพาเพื่อนหลายคนไปเรียน มีพี่ชายคนนึงเป็นคนคริสต์ เขาไม่ยอมนั่งสมาธิ แต่เขาชอบ ชั่วโมงบรรยาย ๑๑ โมงปั๊บ ต้องรีบมานั่งฟัง เขาบอกว่าท่านสอนดี เขาได้อะไรเเยะ เอาไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ดูดิ๊ นี่ขนาด คนคริสต์นะเนี่ย
ส่วน เพื่อน หนุ่มสาวของฉัน ก็มักจะชมเป็นเสียงเดียวกัน ทั้ง การสอนของท่าน สถานที่ที่ร่มเย็น มีธรรมชาติ ร่มรื่นย์ สัปปายะ กับการเรียนธรรมะ  พ่อแม่ฉันเองยังประทับใจวัดนี้มากๆ
 
ส่วนใครชอบทำบุญทำสังฆทานก็มานะค่ะ ฉันชอบทำสังฆทานที่วัดนี้...พาคุณพ่อคุณเเม่มา .....บ้างก็มากับเพื่อน ทุกคนจะอิ่มบุญ ปลื้มใจกันกลับไป เพราะพระสงฆ์ที่นี่ (ที่ฉันเคยเห็นเคยพบ) ทุกท่าน ดู สงบ เย็น หน้าตา ผ่องใส ใครเห็นคงรู้สึกดี ที่ได้ทำบุญถวาย ปัจจัยกับพระที่ดูอินทรีย์ผ่องใส ผู้ปฏิบัติดีปฺฏิบัติชอบ..............  ท่านก็จะสวดอนุโมทนาให้พรพวกเรา กรวดน้ำ อุทิศส่วนบุญให้สรรพสิ่ง ฉันสังเกตุหลายทีเเล้ว พระวัดนี้ท่านจะไม่ให้เเค่พร (ยถาวริวหาปุราปาริปุเรติสาขรัง......  สัพพีติโยวิวัชชันตุ สัพพะโรโค วินัส สะตุ..........) แต่ก่อนที่ท่านจะให้พรบาลี ให้เรากรวดน้ำ ท่านจะถามพวกเราว่า " ไม่รีบไปไหนใช่ไม๊ นั้น ก็รับพรเป็นภาษาไทยก่อน " เเล้วท่านก็จะสนทนาธรรมกับพวกเรา  ทำให้ผู้ทำบุญได้ฟังธรรมด้วย  ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยสอนว่า พรดีต้องทำเอง  ฉันก็เชื่ออย่างนั้น..... เพราะฉะนั้น ฉันว่าทุกคนได้ทำหน้าที่ที่ดีที่สุดของพุทธบริษัท๔( รู้ไหมว่าพวกเราน่ะอยุ่บริษัทของพระพุทธเจ้า) คือ อุบาสกอุบาสิกา(แปลว่าผู้นั่งใกล้พระพุทธเจ้า)ได้ถวายปัจจัย เกื้อกูล แก่ พระสงฆ์ ส่วนพระสงฆ์ ได้นำธรรมะมาบอกกล่าว มาเตือนสติให้พวกเราไม่ประมาท ดึงพวกเราให้เข้ามาทางธรรม ไม่โดนอำนาจทางโลกฉุดดึงไปอย่างเดียว  การพูดธรรมะและ การฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า  ยังผลให้มีการพิจารณาตาม  ปฏิบัติจริง ได้ผลจริง  ทำให้ชีวิต เบาสบายขึ้น ทุกข์น้อยลง ....... นี่เเหละ "พร"  ประเสริฐที่สุด.......

7月27日

สนทนาธรรมบน msn ( เรื่องสิ่งรบกวนจิตใจเราประจำวัน )

KaThi-KaLa says:
เอ๋จัง
 
KaThi-KaLa says:
นิวรณ์ คืออะไรบ้างครับ

 ♥โมกข์ ♥ says:
นิวรณ์ แปลว่า เครื่องขวางกั้นความดีค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
มี๕ข้อด้วยกันค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
แล้วคนเราทั่วไปนี่ก็มักจะเจอทุกวัน วนเวียนรบกวนเราอยู่ประจำค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ได้เเก่
KaThi-KaLa says:
ครับ
KaThi-KaLa says:
1
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อ ๑ กามฉันทะ ความพอใจในกาม (กามเเปลว่า ของน่ารักน่าพอใจอ่ะค่ะ)
ความยินดีพอใจในกามอันได้เเก่ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สัมผัสทางกายเนื้อหนัง) อันน่ารักน่าใคร่น่าพอใจ (กาม จึงไม่ใช่แค่เรื่อง sex ๆ อย่างที่เราทั้งหลายเคยเข้าใจอย่างเดียวค่ะ)ขอยกตัวอย่างในข้อกามฉันทะนี้นะค่ะ อืม อย่างเช่น ฉันชอบนักร้องนักเเสดงที่ชื่อน้องโฟร์จังเลยทำไมถึงได้สวย น่ารัก ถูกใจ วัยทีนอย่างนี้ อันนี้ก้อจัดว่า ข้าพเจ้ามีกามฉันทะเเล้วค่ะ แล้วแม่สาวน้อยนางนี้ก้อเป็นวัตถุกาม ประมาณนี้

KaThi-KaLa says:
ครับผม
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อ ๒ พยาบาท อันนี้ก้อได้เเก่พี่ไปพยาบาทอาฆาตโกรธไรใคร ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ ประมาณนี้ค่ะ เช่น ยุงมากัดเรา โกรธยุงนี่ก้อนับว่ามีนิวรณ์ข้อนี้เเล้วค่ะ
KaThi-KaLa says:
อ๋อครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อ ๓ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อ ๔ อุทธัจจะกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน
KaThi-KaLa says:
อันนี้ บ่อยมาก อิอิ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน นี่นะค่ะ ยังรวมถึง จิตตกหดหู่ด้วยค่ะ เคยไม๊ค่ะ ประมาณว่าอยุ่ดีๆ ก้อจิตตก อยุ่ดีๆก้อ อยากร้องไห้ อ่ะค่ะเหมือนในเพลงของพี่ตอง(อยู่ดีๆก็อยากร้องไห้ ไม่รุ้ว่าเป็นอย่างไร เกิดเหงาอะไรขึ้นมา....... อยู่ดีๆ ก้ออยากร้องไห้ น้ำใสๆก็รินจากตา มันเหงา ไม่รู้ทำไม........)
KaThi-KaLa says:
อยากบอกว่า บ่อยเลย
KaThi-KaLa says:
พี่มักใจหดหู่
KaThi-KaLa says:
ท้อแท้บ้าง เวลาทำอะไร ไม่สำเร็จ
KaThi-KaLa says:
นึกถึง คิดถึงแม่
 ♥โมกข์ ♥ says:
ช่ายค่ะอันนี้ ถ้าเป็นเรื่อยๆ อันตรายมากนะค่ะ   โรคถีนมิทธะนี่ บางทีทำให้ซึมเศร้า บางคนอาจ ถึงขั้นฆ่าตัวตาย
KaThi-KaLa says:
นึกถึงชีวิตที่ผ่านมาครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
เเต่เอ๋ว่า ธรรมช่วยได้นะค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อสุดท้าย ขอ้๕ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย
KaThi-KaLa says:
เมื่อได้อ่านที่เอ๋เขียนแล้วก็รู้สึกดีนะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ข้อสุดท้าย ขอ้๕ วิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย  อันนี้หนูก้อเพิ่งมารุ้ว่า ไอ้ลังเลนี่ไม่ดีนะ ตอนเเรกนึกว่า ไม่ดียังไง เเต่นี่เเหละค่ะ เจ้าตัวลังเล เป็นตัวขวางกั้นความดีจิงๆค่ะ
KaThi-KaLa says:
ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ อะหรอ
 ♥โมกข์ ♥ says:
นิวรณ์ ๕ จึงเปน เครื่องขวางกั้นความดี จิงๆค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ใช่ค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
เเละก้อ ลังเล สงสัย ในพระพุทธเจ้าไรงี้ด้วย
KaThi-KaLa says:
ยัง งงงง กับข้อ ๕ ครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
พี่ธิอ่านบทความที่หนูเขียนเเล้วได้รับประโยชน์หนูก้อ รุ้สึกดี อนุโมทนาสาธุค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
นั้นทวนข้อ๕กันนะคะ
KaThi-KaLa says:
ครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
 วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่อาจมุ่งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึ้น
 ♥โมกข์ ♥ says:
วิจิกิจฉา บ้างก้อบอกว่า ลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้าด้วยอ่ะค่ะว่ามีจิงไม๊ ช่วยพวกเราให้พ้นจากความทุกข์ได้จิงเหรอไรงี้อ่ะค่ะ
KaThi-KaLa says:
ลังเล นี้หมายถึง ลังเลจากอะไรครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ทุกเรื่องค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
เล็กน้อยก้อนับด้วย
 ♥โมกข์ ♥ says:
เช่น
 ♥โมกข์ ♥ says:
เอ๋ไปซื้อ ของเเละลังเลว่า เอาสีชมพูดี หรือสีฟ้าอ่อนดี นี่ก้อเรียกว่า ลังเลเเล้ว
KaThi-KaLa says:
คงเหมือนกับความไม่มั่นใจในจิตใจของเรา
 ♥โมกข์ ♥ says:
ถ้าพี่ธิจะปฏิบัติให้ได้ผล อยากไม่ทุกข์มากในเเต่ละวัน พี่ธิ หมั่นตรวจ นิวรณ์ ๕ ทุกวันดีค่ะพี่ ลองมะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ใช่ๆค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
KaThi-KaLa says:
คงเหมือนกับความไม่มั่นใจในจิตใจของเรา
ถูกต้องค่ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
คือเรารุ้ตนรู้ประมาณศักยภาพของตัวเองนั้นถูก แต่ต้องไม่ดูถูกตัวเองไรงี้ด้วย ถ้าคิดว่าอันไหนที่ควรจะทำได้เเต่ยังไปไม่ถึงก็ต้องเพียร ๆ ทำให้สำเร็จ ทำเต็มความสามารถ และสันโดษว่าเราทำดีที่สุดเเล้วค่ะ
KaThi-KaLa says:
ครับน่าจะดีนะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
คือทำเปนตารางเเล้วให้คะแนนตัวเองทุกวันก้อดีคะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ดูดิว่าวันีน้มีตัวใหนมากน้อยเท่าไร
KaThi-KaLa says:
หรอครับ
KaThi-KaLa says:
ครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
พอผ่านไปเดือนนึงพี่เฝ้าระวังไม่ให้มันเกิดขึ้นๆ  พอเราหมั่นระวัง เเละตั้งใจจิง ว่า อะพรุ่งนี้เอาใหม่ มันจะดีขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ
KaThi-KaLa says:
คล้ายๆกับที่จิตแพทย์ ให้ผู้ป่วยทำเลย
แบบว่าให้นับว่า เรารู้สึก หดหู่ หรือ ไม่ดีกี่ครั้งต่อวัน
แบบว่าคอยสังเกต สภาพจิตใจของตัวเอง ครับ

ก็ดีเหมือนกันกับแบบที่เอ๋เสนอมา

พี่จะทำดูครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
๕๕๕ อย่าเรียกว่าสอนเลย เราเปนเพื่อนร่วมทางเดียวกันเป็นกัลยาณมิตรธรรมกัน อย่างนี้ถูกต้องกว่าค่ะ
KaThi-KaLa says:
ครับผม
 ♥โมกข์ ♥ says:
หนูเจอ วิธี  ขจัดนิวรณ์๕ ในเวบนึง พี่ธิลองอ่าน ดูไม่อ่ะเพื่อจะเวิร์ค
KaThi-KaLa says:
ดีครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
http://www.dhammathai.org/treatment/concentration/concentrate01.php
KaThi-KaLa says:
ขอบคุณครับ
 ♥โมกข์ ♥ says:
จิงๆมีอีกอย่างอยากให้เฝ้าดู เรียกว่า อุปกิเลส๑๖ เดี๋ยวถ้ามีเวลาพรุ่งนี้จะมาเเนะนำให้ ถ้าระวังนี้ได้ด้วย บวกกับนิวรณ์ ๕นะ ชีวิตในวันเเต่ละวันของพี่ทุกข์ลดลงเเน่นอน  เเล้วพอหนึ่งเดือนๆผ่านพี่จะเห็นความเปลี่ยนเเปลง
 ♥โมกข์ ♥ says:
ของอย่างนี้ต้องพิสุจน์ห้ามเชื่อก่อน๕๕๕๕๕
KaThi-KaLa says:
จ้า
KaThi-KaLa says:
เดี๋ยวพี่ไปออกกำลังกายนะครับ
KaThi-KaLa says:
ขอบคุณน้องเอ๋มากนะครับ
KaThi-KaLa says:
ที่ช่วยแนะนำธรรมะครับ
KaThi-KaLa says:
บายจ้ะ
 ♥โมกข์ ♥ says:
ค่ะพี่โชคดีคะ ธรรมสวัสดี
7月26日

เสียงตอบรับจากเพื่อนที่อ่าน.....

  NiNg~Just wanna say Happy Birthday to *B* says:
เมื่อวานเราตั้งใจอ่านบทความเอ๋  ขอบคุณมากนะเอ๋ ขอบคุณจิงๆ รู้สึกดีๆ บอกไม่ถูก "ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น" สูดหายใจ แล้วยิ้มน้อยๆ
  ♥ธรรมชีวี♥ says:
ได้รับฟังว่าบทความมีประโยชน์ใช้ได้จิงกับเพื่อน ฉันก้อปลื้มใจและอนุโมทนาด้วยจ้ะ
**************************************************************

เพื่อนๆที่รัก เพื่อนหลายคนให้ความสนใจบทความหาซื้อหนังสือพิมพ์บ้าง บางคนอยู่ข้ามน้ำข้ามทะเลก็ยังหาอ่าน มะยมถามว่าทำไมถึงให้ความสำคัญในการอ่านสิ่งที่เขียน ชอบธรรมะรึ อย่างไร พี่ปุ๊กบอกว่า เพราะรักมะยมไง ทุกครั้งที่มะยมเขียนอะไรใหม่ๆพี่จะให้ความสำคัญ แถมยัง Print out ออกมาให้คนรอบข้างพี่อ่านด้วย เพื่อนพี่อ่านแล้วก็ชอบ ได้ทั้งบันเทิงธรรมและได้ประโยชน์กัน มะยมได้ยินอย่างนี้ก็ขออนุโมทนาด้วยค่ะ ที่ทำให้ธรรมะเป็นภาษาที่ย่อยง่าย ทำให้วัยสาวหนุ่มรุ่นๆได้เสพง่าย พี่ปุ๊กเป็นอีกตัวอย่างความรักใสบริสุทธิ์ มิตรภาพ ความรักของเพื่อน ความรักเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เเละมีค่ามากมาย ทำให้โลกนี้สวยงาม ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดไว้ว่า ถ้าทุกคนถือศาสนารักกันอย่างเดียวพอแล้ว จะไม่มีเรื่องมีราว มีสงคราม รบราฆ่าฟัน หรือ อาชญากรรมแน่นอน เพื่อนๆก้อคงเห็นด้วย  ฉันเป็นอีกคนที่เจอโลกธรรม๘ คือมีทั้งคนรัก คนเกลียด แต่ไงคงทำบุญมาดี ประกอบกับเป็นคนติดดินไม่ถือตัว ฉันจึงมีคนมารักมาเมตตาเสมอ  ล่าสุดเช้านี้ที่โต๊ะทำงาน ฉันวางกระเป๋าปุ๊บภาพ ที่อยู่ตรงหน้าคือเเจกันดินเผาที่บรรจงจัดกุหลาบขาวบริสุทธิ์และพรมน้ำไว้ อย่างสวยงามสดชื่น ความรักจากพี่ท่านนี้ช่างบริสุทธิ์เหลือเกิน พี่สาวเป็นแม่บ้านที่ทำงาน นอกจากเป็นห่วงเป็นใย(แม้จะไม่ได้ร่ำรวยเงินทอง)คอยหาอาหาร สิ่งของดูแลฉันเสมอ ราวกับเป็นลูกสาวเค้า วันนี้มีถุงเท้าสีชมพูมาให้บอกว่าให้ใส่เพราะที่นี่หนาว แถวพี่ยังเป็นคนสอนธรรมะฉันก่อนที่ฉันจะลาออกไปเรียนธรรมะที่สวนโมกข์ซะอีก พี่สาวสอนธรรมฉันอย่างไรเหรอ ก็ขอยกตัวอย่าง มีครั้งนึงที่พี่จอยต้องเข้าไปนอนโรงพยาบาล ฉันไปเยี่ยม และบอกว่าพักเยอะๆนะ ใช้วันลาป่วยกับใบรับรองแพทย์ รับรองเจ้านายไม่ว่าชัวร์ (เพราะปกติพี่เป็นคนขยันมั๊กๆไม่เคยหยุดงาน) พี่กลับบอกว่า นั่งๆนอนๆ ไม่ชอบเลย คิดถึงงาน เป็นห่วงงาน งานเป็นชีวิตของพี่   พอฉันไปเรียนธรรมะที่สวนโมกข์จึงได้ทราบว่าพี่สาวท่านนี้เป็นผู้มีธรรมะในเนื้อในตัว ท่านอาจารย์พุทธทาสตลอดชีวิตของท่านๆสอนและเน้นในเรื่องการงานเสมอ  "การทำงาน คือ การปฏิบัติธรรม ","ทำงานให้เป็นสนุกมีความสุขกับการทำงาน " เหงื่อที่ไหลเพราะเหน็ดเหนื่อยจากการงานนั้นคือน้ำมนต์ที่เเท้จริง
 
   การทำงานคือคุณค่าของมนุษย์   ของมีเกียรติสูงสุดอย่าสงสัย
ถ้าสนุกกับการงานเบิกบานใจ         ไม่เท่าไหร่รุ้ธรรมฉ่ำซึ้งจริง
ตัวการงานคือตัวการประพฤติธรรม   พร้อมกันไปหลายส่ำมีค่ายิ่ง
ถ้าจะเปรียบก็เหมือนคนฉลาดยิง     นัดเดียววิ่งเก็บนกหลากพกเอย

นี่เป็นกลอนท่านอาจารย์พุทธทาสประพันธ์ขึ้น ถ้าพิมพ์ผิดฉันต้องขออภัยไว้ด้วย เนื่องจากพิมพ์จากความทรงจำเมื่อเกือบสองปีก่อนฉันได้พบกลอนนี้ บนกระดานธรรมที่ธรรมมาตา ประทับใจจึงท่อง บางกลอนก็ท่องเมื่อเวลาเห็นตามปฏิทินธรรม(สนทนาธรรรมกับท่านอาจารย์ผ่านคำกลอน) ท่านอาจารย์ผู้เป็นอัจฉริยะ ภาษาของท่านสละสลวยยิ่งนักและให้คติเตือนใจ ให้ปัญญา ใช้ได้จริงๆ ฉันได้ประโยชน์จากการท่องบ่นกลอนของท่าน เป็นคำบริกรรมที่ดี แทนทีเดินไป ๆ เเล้วจะปล่อยสติให้เลื่อนลอย มองเหม่อ เสียเวลาเปล่าประโยชน์ ง่ายในการโจมตีของนิวรณ์(เช่นจิตตกหดหู่อีกเเล้ววันนี้ ไรฟะ)ด้วย ก็มาเจริญสติ กันด้วยการท่องบ่นกลอนของท่าน ได้ปัญญาด้วย  อย่างเช่นอีกกลอนนึงที่ดีมาก เตือนสติเสมอ ในการอยู่บนโลกๆ คือ

       คิดว่าดีกว่าเขาเราสิแย่     มันเพียงเเต่ดีกว่าคนที่บาปใหญ่
ส่วนตัวเองบาปลึกนึกให้ไกล     มันบาปเบาเสียเมื่อไหรให้นึกดู
เขาติดซ้ายเราติดขวาถ้าจะนึก    มันยังติดเหลือลึกกันทั้งคู่
เเม้ติดซ้ายเลวกว่าไม่น่าดู        แต่ติดขวามันก็หรูอยู่เมื่อไร
มันเพียงแต่ดีกว่าคนที่ยังเลว      ส่วนตัวเองก็ยังเหลวไม่ไปไหน
เฝ้าเกลียดซ้ายรักขวาเป็นบ้าใจ    มันก็ไพล่พลัดห่างทางนิพพาน
 
เมื่อก่อนฉันเป็นคนมักเปรียบสุดๆ ฉันเคยโทษผู้ใหญ่น้อยใจในชะตากรรมตัวเองด้วยนะว่า เฮ้อ น่าจะสอนเรื่องอุปกิเลส๑๖ กันตั้งแต่ประถม บรรจุอยู่ในหลักสุตรไปเลย  ปล่อยให้ฉันทุกข์มาตั้งยี่สิบปีได้ไงเนี่ย   คนเราส่วนใหญ่มักมี "มานะ" (อุปกิเลส ข้อนึงใน๑๖ข้อ  แปลว่า " ตัวตน มักเปรียบ " ) แล้วทุกคนก็คงรุ้สึกได้ว่าไอ้ที่เราทุกข์ๆกันทุกวันนี่ก็เพราะข้อนี้เเหละ ไม่มีใครมาสะกิด เตือนเราว่าอย่าไปเปรียบเทียบเขาเลย ไม่ว่าจะดีกว่าเค้าเลวกว่าหรือเท่ากัน มันก้อไม่ดีทั้งนั้นเเหละ ขึ้นชื่อว่าเปรียบเพราะฉะนั้นลองเอาคาถานี้ไปท่องบ่นดู เชื่อดิ ว่า เวลาจะเปรียบเทียบอัตโนมัติ แบบที่เป็นๆ กัน จะมีตัวสติปัญญาเหล่านี้มาเตือน ไม่เชื่อก็ลองทำดู ได้ผล หรือ ไม่ได้ผลก็มาต่อว่ากันได้นะค่ะ

ธรรมชีวี
ศิษย์สวนโมกข์  


7月25日

คู่มือความรัก (Love Manual)

****ขอบอกก่อนว่าธรรมชีวีไม่ได้เขียนเอง แต่ได้คู่มือความรักมาจากอีเมลล์ เห็นว่าอ่านเเล้วน่าจาโดนใจหนุ่มสาววัยทีนกับวัยทีนตอนปลายเเถวนี้เลยเอามาให้อ่านกัล****



สวัสดีผู้ใช้ทุกท่าน

ทางบริษัทขอขอบคุณท่านที่เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ความรัก "Model LOVE" จากบริษัทเรา

โปรดอ่านคู่มือ การใช้งานนี้ให้เข้าใจก่อนที่จะใช้งาน

 

1. สิ่งที่ท่านจะได้รับมาพร้อมกับผลิตภัณฑ์นี้

หัวใจ 1 ชุด

พลังงานความมั่นใจ 1 ก้อน

แท่นชาร์จความจริงใจ 1 แท่น

สายความซื่อสัตย์ 1 เส้น

+ อุปกรณ์เสริม "การให้อภัย" และ "การยอมรับซึ่งกันและกัน" ไม่ได้รวมมาในชุดพื้นฐานนี้

ท่านสามารถหาซื้อเพิ่มเติมได้ภายหลังจากตัวแทนจำหน่าย

 

2. เริ่มต้นใช้งาน

เปิดหัวใจออกให้กว้างที่สุดเท่าที่คุณจะทำได้

ใส่ความมั่นใจเข้าไปที่ด้านหลังเครื่อง ดูขั้วบวก-ขั้วลบให้ถูกต้อง

หากท่านใส่ความมั่นใจผิดขั้ว มันอาจจะส่งผลให้เสียความมั่นใจหรือไม่ก็มั่นใจเกินกว่าเหตุ

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม มันทำให้ระบบทำงานไม่สมบูรณ์ วางหัวใจที่ใส่ความมั่นใจลงไปแล้วลงบนแท่นชาร์จความจริงใจ ต่อด้วยสายความซื่อสัตย์ จากนั้นชาร์จความจริงใจลงไปในหัวใจให้มากที่สุด

+ ในช่วงเริ่มต้นของความรัก ท่านอาจจะต้องใช้เวลาในการเติมความจริงใจนานกว่าปกติ

เพื่อให้มีพลังไปหล่อเลี้ยงความมั่นใจได้เพียงพอในการเริ่มต้นใช้งาน

+ ในการชาร์จครั้งแรก หากสายความซื่อสัตย์หลุด ระบบอาจจะเสียหายสมบูรณ์ได้

 

3. วิธีใช้งาน

ง่ายๆ - มอบหัวใจที่ใส่ความมั่นใจและความจริงใจลงไปเต็มแล้วให้แก่ใครก็ได้ที่คุณต้องการ

ถ้าเขามีคลื่นความรักที่ตรงกับคุณ ความรักจะปรับจูนจนติด แค่เนี้ยะก็เสร็จแล้ว

 

4. ข้อผิดพลาด และวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น

ส่ง "ความรัก" ออกไปแล้วไม่ได้รับการตอบ สนอง

การแก้ไข

+ ตรวจสอบว่า ใส่ความมั่นใจลงไปแล้วหรือยัง

+ ตรวจสอบว่า ชาร์จความจริงใจลงไปเต็มที่แล้วหรือไม่

+ ตรวจสอบว่า สายความซื่อสัตย์นั้นต่ออยู่อย่างถูกต้อง

ทำความรักตกลงบนพื้น เกิดอาการช็อตและความร้อนขึ้น

การแก้ไข

+ ความรักที่ตกลงพื้นแล้วครั้งหนึ่ง อาจจะแก้ไขได้ด้วยอุปกรณ์เสริม

"การให้อภัย"

อย่างไรก็ตาม ความ รักที่ตกพื้นแล้วแม้ยังไม่แตก แต่ก็มีรอยร้าวเป็นตำหนิได้

และความมั่นใจอาจจะลดลงไปจนเกือบหมด ให้ชาร์จความจริงใจเพิ่มลงไปให้มากที่สุด

โดยใช้ร่วมกับ "การให้อภัย"

เกิดความต่างศักย์ระหว่างความรักมากจนไม่สามารถจูนคลื่นติดได้

การแก้ไข

+ ลองเปิดใจเพื่อจูนคลื่นใหม่ หากไม่ได้ผล ควร ใช้อุปกรณ์เสริม

"การยอมรับซึ่งกันและกัน"

แต่หากใช้แล้วก็ยังไม่ได้ผลอยู่อีก ควรปิดสวิตช์ฉุกเฉิน "ตัดใจ" เพราะมิเช่นนั้น ความต่างศักย์อาจจะช็อตให้ความรักของคุณเสียหายได้

 

5. ข้อจำกัดการรับประกัน

บริษัทขอสงวนสิทธิในการไม่รับประกันหรือไม่รับซ่อมหัวใจที่เสียหาย

ในกรณีที่ผู้ใช้พยายามนำความรักไปยัดเยียดให้บุคคลที่เขาไม่ต้องการ

หรือพยายามจูนเข้ากับความรักที่ต่างศักย์กันมากๆ จนมีปัญหาเข้ากันไม่ได้ ความเสียหาย แตกหัก

หรือการทำงานผิดพลาดของความรักในเหตุดังกล่าวนี้ถือเป็นความบกพร่องของผู้ใช้งานเอง

 

6. คำเตือน

เคยมีรายงานว่า ความรักอาจจะมีผลกระทบ ทำให้คนตาบอด หูหนวก หรือตาฝ้าฟางได้แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็น

ความรักอาจจืดจางได้ หากอยู่ห่างไกลด้วยระยะทาง หรืออยู่นอกพื้นที่บริการ

 

หวังว่าทุกท่านคงมีความสุขกับผลิตภัณฑ์อันเป็นที่ภาคภูมิใจของเราของเรา...



****ธรรมชีวี มีวิธีดูว่าคนนี้ใช่คู่แท้เรารึเปล่า หรือที่เรียกว่า คู่สร้างคู่สม(ไม่ใช่คู่เทียม คู่กรรม) เอาวิธีของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสไว้ละกัน

สมชีวี  อ่านว่า สะ-มะ-ชี-วี


มีพระสูตรชื่อสมชีวีสูตร  (จตุกกังคุตตระ)  เล่าเรื่องชีวิตของบิดามารดาของนกุลยอดอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้าว่า  คู่นี้ไม่เคยแม้จะคิดนอกใจกัน  มีปรกติเลื่อมใส ศรัทธา ในพระศาสนาเหมือนกัน รักษาศีล บริจาคทานและมีปัญญาในพระธรรมเช่นเดียวกัน เสมอเหมือนกัน  เรียกว่ามีชีวิตเสมอเหมือนกัน (สมชีวี) ใน ๔ ลักษณะคือ

๑. มีความเชื่อ (สมสัทธา)
๒. มีศีล (สมสีลา)
๓. มีความเสียสละ (สมจาคา) 
๔. มีปัญญา (สมปัญญา) 
พระพุทธองค์ตรัสว่า คู่สามีภรรยาเช่นนี้ ย่อมได้พบปะ และอยู่ร่วมกันทั้งในชาตินี้และชาติต่อ ๆ ไป

 

7月21日

หลังเลิกงานไปวัดกัล

" หลังเลิกงานไปวัดกัลไม๊ " เป็นคำพูดที่คนหลายคนจะได้ยินจากฉันในวันทำงาน
เพื่อนๆบางคนก้อเเซวฉันว่า " ไปที่ชอบที่ชอบอีกเเล้วนะ "  ใช่ เขาพูดถูก ไม่มีที่ไหนที่ฉันชอบไปมากกว่าไปวัด

หลังเลิกงานในแต่ละวันนั้น ฉันมักจะไปวัดปทุมวนาราม (ลงป้ายรถไฟลอยฟ้าสยาม) ไปสวดมนต์นั่งสมาธิเดินจงกรม วัดปทุมฯ จะเริ่มสวดมนต์ทำวัตรเย็นกัน๖.๓๐ จะมีฆราวาสที่ใช้เวลาหลังเลิกงานก่อนกลับบ้านไปปฺฏิบัติที่นี่เหมือนกับฉันหลายคน ที่นี่สวดมนต์แปล แต่สวดสั้นๆ ไม่ยาวนัก ต่อจากนั้นก็นั่งสมาธิ ฟังเทศน์ ส่วนทุกวันพุธเป็นวันที่ฉันและเพื่อนที่ทำงานนัดกันไปสวดมนต์ที่วัดสุทัศน์ (ใกล้เสาชิงช้า) ที่นี่จะมีฆราวาสหนาแน่นกว่าที่วัดปทุมฯมาก สวดมนต์ไม่แปล เเต่สวดค่อนข้างยาว สวดมนต์เสร็จ จะมีคนตีกลอง ให้สัญญาณ ต่อจากนั้นก็อาราธนาศีล  รับศีล และอาราธนาธรรม ฟังเทศน์เสร็จ ก็จะเป็นเวลาของการนั่งสมาธิ รวมเวลาทั้งหมดราวๆ ๒ชั่วโมง คือตั้งแต่ ๑๙-๒๑ นาฬิกา 
 
ฉันชอบไปวัดหลังเลิกงาน ฉันว่าวัดหลายๆวัดก็เอื้อต่อฆราวาสที่ทำงานประจำ (วัดราชบพิตร ก็มีสวดมนต์เย็น) ที่แม้ไม่มีเวลาบวชยาวๆ แต่ก็สามารถใช้เวลาตอนเย็นค่ำๆ ปฏิบัติธรรม พักผ่อนทั้งกายใจและจิตวิญญาณ แทนที่จะไปพักผ่อนแบบอื่นๆ เช่น เที่ยวตามห้างสรรพสินค้า [พักผ่อน จิงเป่าคุณก็รุ้นิ พอไปเดินไปดูอะไรกระทบเข้าตา เห็นว่าสวยๆ โดนกิเลสมันยั่ว ยิ่งยุ่งเหยิง กระตุ้นต่อมอยากได้อยากเอา (กามราคะ) ยิ่งเหนื่อยรึเปล่า๕๕๕] พอไปเที่ยว เสียเงินเสียทอง กินเหล้าเมายา(เสียสติ ผิดศีลข้อสุราเมรัย อีก) เสียค่าร้องคาราโอเกะ หรือไปเต้น เด้งดึ๋งกันตามผับตามบาร์ เหนื่อยทางกาย ทั้งทางจิตวิญญาณด้วย มาพักกันจริงๆ เถิด ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร มาพิสูจน์กัน  ๖.๓๐โมงเย็นวัดปทุมฯ  หรือ หนึ่งทุ่มที่วัดสุทัศน์ แล้วเจอกัลค่ะ
ฉันยังคงเป็นปุถุชนธรรมดา ที่หลังจากเข้าวัดกับเพื่อนๆ ก้อไปต่อกันที่ร้านนม ร้านข้าว เดินเล่น ที่ข้าวสารบ้าง  Siam Center Pointบ้าง   อย่างว่าอ่ะนะค่ะ เป็นคนมีศีล(ศีล แปลว่า ความเป็นปรกติ) ฉันยังเป็นเพื่อนที่เฮฮากับเพื่อนๆ ได้   ฉันว่านะถึงภายนอกเราจะธรรมดา แต่ภายในใจแน่นปั๋ง มั่นคงในพระรัตนตรัย และไม่ลืมว่าเป้าหมายในชีวิตคือปฏิบัติทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์เท่านี้แค่นี้ก้อโอ
7月19日

สิ่งที่ได้รับจากการการเข้าร่วมอบรมในโครงการของธรรมาศรมธรรมมาตา

สิ่งที่ได้รับจากการการเข้าร่วมอบรมในโครงการของธรรมาศรมธรรมมาตา

 

              ฉันเลิกมีปมด้อยและน้อยใจว่า ชาตินี้เกิดเป็นหญิง ไม่มีโอกาสได้บวชทดแทนบุญคุณพ่อแม่ บวชเรียนเพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์  ธรรมมาตาให้หลักทั้งภาคปริยัติและปฏิบัติอย่างสมบูรณ์  ถึงภายนอกจะไม่มีพิธีการบวช แต่ข้างในภายในใจนั้น ฉันได้บวชเรียนและปฏิบัติอย่างเอาจริงเอาจังตลอดมา ให้สมกับที่ชาตินี้ฉันได้มีโอกาสบวชแล้ว ได้มีโอกาสฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า ให้สมกับที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเตรียมทุกอย่างไว้ให้เพศแม่ได้มีโอกาสบวชเรียน ที่นี่มีความพร้อมทุกๆ ด้าน ขอยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เรื่องสถานที่ที่ไม่เพียงแต่มีความเย็นตาเย็นใจ ความรื่นรมย์ของธรรมชาติ และความสัปปายะเท่านั้น แต่สามารถรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย แม้จะอยู่กันแต่ผู้หญิงล้วนๆ ก็ตาม แต่ไม่เคยมีอันตรายประการใดเกิดขึ้นที่ธรรมมาตาเลย

              บวชอยู่กับบ้านหรือสวนโมกข์ ธรรมมาตายังคงอยู่ในหัวใจฉันเสมอ แม้ว่ากลับบ้านไปแล้ว ไปทำงานแล้ว ฉันก็ยังคงไม่ลืมธรรมมาตา  ไม่ใช่ฉันร้องไห้ฟูมฟายคิดถึงที่นี่อย่างอาลัยอาวรณ์นะ  หากแต่เป็นการปฏิบัติตนของฉันต่างหาก ที่จะยังทำเหมือนเดิม มีหัวใจดวงเดิม เป้าหมายอย่างเดิม คือ ปฏิบัติเพื่อทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์  ฉันตั้งนาฬิกาปลุกตีสี่ เพื่อลุกขึ้นมาทำวัตรเช้า-สวดมนต์ นั่งสมาธิ และเดินจงกรม ทั้งๆ ที่ยังต้องออกไปสู้รบ เหน็ดเหนื่อยกับการงาน กับรถติด กับมลภาวะของเมืองกรุง ถ้าเป็นฉันคนเก่าคงเลือกที่จะนอนให้มากที่สุด ตักตวงความสุขจากการนอน แต่หลังจากมาปฏิบัติที่นี่ พอกลับไปบ้านฉันยังคงตื่นเช้า ตื่นเวลาเดียวกับคนที่นี่ ตามที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยกล่าวไว้ว่า เป็นเวลาที่ดีที่สุด  พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสรู้เวลานี้ การปฏิบัติที่ไม่ผิดและทุกเวลาคือการปฏิบัติธรรม ตั้งแต่ตื่นนอน จนถึงเวลาพลบค่ำ ฉันจะเฝ้าระวังไม่ทำผิดศีลเป็นอันขาด (ฉันสมาทานศีล ๕ เมื่อออกไปอยู่ทางโลก) ทำให้เมื่อถึงเวลาก่อนเข้านอน เวลาจบกิจทุกสิ่งในแต่ละวัน ฉันจะนึกถึงคำของท่านอาจารย์ที่ว่า ไหว้ตัวเองได้ก็เป็นสวรรค์  คำๆ นี้ยังคงก้องอยู่ในใจฉันเสมอ เป็นกำลังใจในการเป็นสาธุชน เป็นคนรักศีล ไม่ให้ทำผิด ทำบาปอกุศลใดๆ และเกิดความละอายก่อนที่จะทำ ฉันยังคงนอนหันศีรษะมาทางธรรมมาตา (สวนโมกข์) ไม่เคยเปลี่ยน การก้มลงกราบก่อนนอนในทุกค่ำคืน คือการแสดงความเคารพรักและระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า ระลึกถึงพระคุณของท่านอาจารย์พุทธทาส  และระลึกถึงพระคุณของบุคลากรทุกท่านที่ทำให้มีธรรมาศรมธรรมมาตา

              สติสัพพัตถะ ปัตถิยา สติเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในทุกกรณี  ฉันยังคงเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน ๔ โดยวิธีอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ฉันทราบดีว่า การเจริญสตินั้น จำเป็นต้องมีภาวิตาพะหุลีกะตา (คือ ทำให้มากทำให้ชำนาญ) และความต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนัก เพราะฉะนั้น นอกเหนือจากการนั่งสมาธิและเดินจงกรมที่บ้านในช่วงเช้าและก่อนนอนแล้ว ฉันยังคงเจริญสติอยู่ทุกขณะ ที่นี่สอนการเจริญสติแบบอานาปานสติ ๑๖ ขั้น ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวไว้ว่า เป็นวิธีปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และเป็นวิธีที่ปลอดภัยกับคนทุกจริต ทำง่าย และไม่เสียสตางค์ด้วย เพียงคุณมีลมหายใจคุณจะปฏิบัติได้ตลอดเวลา ทุกหนแห่ง แม้แต่ในขณะที่นั่งอยู่ในโต๊ะประชุมอันแสนเครียด ขณะโดนเจ้านายสั่งงานยากๆ หรือมากๆ ให้  หรือแม้แต่หลังเสร็จจากเพิ่งยิ้มหัวเราะสนุกสนานกับเพื่อนๆ  ทุกครั้งฉันจะกลับมาดูลมหายใจให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะมีสติระลึกได้  ความต่อเนื่องทำให้การปฏิบัติมีความก้าวหน้า  ฉันตระหนักดีว่า เป็นสิ่งที่ยากมากในการใช้ชีวิตฆราวาสแล้วจะสามารถกลับมารู้ลมได้  กว่าจะสามารถมีสติสูดลมหายใจลึกๆ เข้าปอดกลับมารู้ลมกับเขาได้สักครั้งหนึ่ง ก็กินเวลาเป็นชั่วโมงเชียว ยิ่งงานเยอะๆ วุ่นๆ บางวันลืมกันไปเลย ตกเย็นนั่นแหละ เข้าห้องน้ำเพิ่งจะรู้สึกตัวได้สักครั้ง ฉันคิดว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้หนทางของนักปฏิบัติสมถะ-วิปัสสนาของฉันคงไม่ดีแน่ ฉันจึงหาเครื่องช่วยเจริญสติมาใช้ เป็นผู้ช่วยที่แสนดี เป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์เล็กๆ  จะสั่นเตือนทุกสองนาที อันนี้ช่วยได้มาก คราวนี้แม้ชีวิตทางโลกจะแสนวุ่นวาย แต่ฉันก็สามารถเป็นสุขสงบเย็นได้ ชีวิตทางโลกมีเรื่องให้จิตตกได้มากมาย ขอยกตัวอย่างการปฏิบัติของฉันเมื่ออยู่ทางโลก เช่น เมื่อเริ่มๆ จะเป็นผู้หงุดหงิด จิตตกแล้ว ก็สูดลมหายใจลึกๆ  นำลมหายใจที่จำได้ว่าแบบนี้ทำให้ร่างกายฉันสงบ รำงับ ผ่อนคลายและเบาสบาย แถมแย้มมุมปากน้อยๆ ด้วย แค่นี้ฉันก็รอดที่จะเป็นผู้เครียดไปได้อีกคราวหนึ่งแล้ว  ผู้ช่วยเตือนสติของฉันจะสั่นเตือนทุกๆ สองนาที สองนาทีเป็นเวลาที่กำลังดี ไม่ถี่ไปจนทำให้เครียด เมื่อเวลาผ่านไปๆ ทำให้ร่างกายปรับสภาพเอง กำลังสติแข็งพอแล้ว จึงไม่ต้องพึ่งพาผู้ช่วยอีก แต่ถ้าวันไหนที่จิตใจว้าวุ่น ฐานของสติไม่แข็งแรง ระลึกลมหายใจได้ยาก ฉันก็จะพาเจ้าผู้ช่วยนี้ออกไปสู้โลกภายนอกกับฉันด้วย

           อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับการเจริญสติคือ ศีล ธรรมมาตาปลูกฝังให้ฉันเป็นคนรักศีล มีศีล  ที่ธรรมมาตาสมาทานศีล ๘ และศีลอุโบสถในวันพระ  (ศีลอุโบสถมี ๘ ข้อเหมือนศีลแปด เเต่ต่างกับศีลแปดตรงที่ข้อที่ ๖ ศีลแปดจะเป็น วิกาละโภชะนา เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล แต่ศีลอุโบสถจะเป็น เอกะภัตติกา มีอาหารวันหนึ่งเพียงหนเดียว) แม้กลับออกไปใช้ชีวิตฆราวาส ฉันยังคงรักษาศีลอย่างเคร่งครัด ยังไงก็ไม่ยอมผิดศีล ฉันสมาทานศีล ๕ เพราะศีลอีกสามข้อนั้นไม่สะดวกในการปฏิบัติที่บ้าน ยกตัวอย่างเช่น ข้อ วิกาละโภชะนา ฉันยังคงต้องตามใจคุณแม่ คือ ทำให้ท่านมีความสุข เมื่อฉันกลับมาตอนเย็นแล้วรับประทานอาหารที่ท่านเตรียมไว้ให้ และข้อ อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา ไม่นั่งนอนบนที่นอนสูงและที่นอนใหญ่ ที่นอนหนาๆ นุ่มๆ  อันนี้ก็หลีกเลี่ยงได้ยากจริงๆ  เรื่องก็มีอยู่ว่า ฉันนอนกับคุณแม่ เมื่อคราวที่ฉันกลับไปบ้านแรกๆ ฉันลงไปนอนบนพื้น ทำให้คุณแม่รู้สึกว่าผิดปรกติ  ที่ธรรมมาตาสอนว่า ศีล คือ ความปรกติ ถ้าทำให้คุณแม่รู้สึกผิดปรกติ ก็จะแปลว่าผิดศีลล่ะสิ  เพราะเหตุดังนี้ ฉันจึงกลับมาทำเป็นกลางๆ แบบทางสายกลาง ยังไงก็ได้ขอให้คุณแม่สบายใจ ฉันก็สบายใจ  ศีล เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยเกื้อหนุนและส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติสมถะวิปัสสนา ยกตัวอย่าง บางวันที่ฉันต้องมีเหตุจำเป็น ทำผิดศีลข้อ ๔ คือ มุสาวาทา (พูดปด พูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ) ข้อพูดหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อนั้น ฉันละได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่ข้อพูดไม่จริงนี่น่ะสิ  ขนาดฉันยังไม่ได้ลงมือทำผิดศีลเต็มๆ เลยนะ ไม่ได้โกหกแต่ด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ฉันจึงพูดไม่หมดนี้ ทำให้จิตใจฉันไม่นิ่ง ไม่สงบเอาเสียเลย พอลงมือนั่งทำสมาธิตอนค่ำ จึงรวบรวมสมาธิได้ยากมาก ไม่สามารถรักษาจิต รักษาความสงบได้เท่ากับวันที่รักษาศีลบริสุทธิ์  

              สติเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในทุกกรณี คนภายนอกเห็นว่าฉันเปลี่ยนไป หลายคนมาถามว่า อะไรทำให้เธอเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ บางคนก็ว่า สงบ เย็นเหลือเกิน ฉันไม่ทราบความเปลี่ยนแปลงภายนอกว่า ฉันดูแตกต่างจากฉันคนเดิมที่พวกเขารู้จักสักเพียงไหน แต่ภายในใจนี้ฉันรู้ดีว่าเปลี่ยนไป เช่น เมื่อมีเหตุการณ์มากระทบ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฉันคงหงุดหงิด คิดซ้ำไปซ้ำมา  เมื่อสติถูกทำให้เกิดมี ทำให้เจริญขึ้นทีละน้อยๆ ทำให้ฉันเริ่ม ทิ้งนิสัยหวงทุกข์ เรื่องเล็กเรื่องน้อยไม่เก็บมาวกวนอยู่ในใจ เหมือนแผ่นเสียงตกร่อง จบแล้วจบกัน ผ่านแล้วก็ให้แล้วกันไป การเจริญอานาปานสติทำให้เกิดมี ธรรมะสี่เกลอ ; สติ สัมปชัญญะ สมาธิ ปัญญา พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเรามีธรรมะสี่เกลอมาช่วยได้ทันในแต่ละเรื่อง เราจะเป็นเพียงผู้ดูทุกข์ ไม่ต้องเป็นผู้ทุกข์  ฉันยังคงเป็นคนธรรมดาเป็นนักวิปัสสนามือใหม่ (ตามกำลังปฏิบัติ) ธรรมะสี่เกลอจึงมาช่วยฉันทันบ้าง ไม่ทันบ้าง มีไม่น้อยครั้งที่ขาดสติ สติมาไม่ทัน เผลอทุกข์  เครียด หงุดหงิด ไปแล้วบ้าง เเต่พอเวลาผ่านไปสติก็ตามมา ถึงจะมาช้าหน่อยแต่ก็ยังมา พอกำหนดรู้ว่าทุกข์  ก็จัดการสูดลมหายใจเข้ายาว สบาย ผ่อนคลาย ยิ้มเล็กน้อย คลายความตึงของกล้ามเนื้อใบหน้า แค่นี้ฉันก็ไม่เป็นผู้หวงทุกข์ หรือทุกข์ง่ายๆ กับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหมือนแต่ก่อน  ฉันยังมีวิธีละเหตุแห่งทุกข์อีกนะ เรื่องบางเรื่องถูกจริตกับวิธีไหน ฉันก็จะใช้วิธีนั้นจัดการกับมัน ยกตัวอย่างเช่น ระลึกถึงบททำวัตรเช้าที่ว่า สัญญูปาทานักขันโธ  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา เมื่อขาดสติ จิตล่องลอยไปยึดมั่นถือมั่นคิดถึงอดีตอันทำให้จิตตก ตามติดมาด้วย สังขารูปาทานักขันโธ  ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร   คือ จิตกำลังปรุงแต่งต่อๆ ไปอีก ถ้าไม่มีเบรค คงใช้เวลานานกว่าจะหยุด ไม่หยุดง่ายๆ คงเพลินคงจมไปกับเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้  ธรรมมาศรมธรรมมาตามีการสวดมนต์แปลทุกเช้าค่ำ สิ่งที่ติดตัวฉันมาก็คือ การจำบทสวดมนต์แปลได้  เมื่อเกิดเหตุที่จะเริ่มๆ ไปอาลัยอาวรณ์กับเรื่องราวที่มันผ่านไปแล้ว หรือเริ่มคิดพะวงอนาคต จะมีบทสวดมนต์เป็นตัวปัญญาที่ลอยเข้ามาช่วยเตือนสติฉันทุกครั้ง เช่น   อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง ฉันยังคงเป็นอีกนามรูปหนึ่งที่มักจมไปกับอดีต กังวลล่วงหน้าเกี่ยวกับเรื่องอนาคต จึงเตือนตัวเองด้วยบทสวดมนต์เสมอ  เป็นอีกวิธีที่ใช้ได้ดี เรียกสติกลับมาทัน ไม่ไหลไปเพลินไปกับความทุกข์ การสวดมนต์เป็นการเจริญสติอีกวิธีหนึ่ง ขอยกอีกตัวอย่างคือ ช่วงที่ฉันมีราคะจริตมากๆ จะแก้โดยการเจริญ กายคตาสติ (ในบทสวดมนต์ทวัตติงสาการปาฐะ) เพื่อให้เห็นความเป็นปฏิกูลว่า ร่างกายเรานี้เป็นที่รวมของสิ่งที่น่าเกลียด มีน้ำมูก น้ำลาย น้ำหนอง น้ำเลือด เป็นต้น  อีกทั้งการสวดมนต์ทำให้ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า โดยการเจริญ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ และสังฆานุสติ ซึ่งท่านอาจารย์พุทธทาสสอนไว้ว่า ควรระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์นี้ไม่น้อยกว่าวันละ ๕ ครั้ง  ฉันปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์ตั้งแต่อยู่ที่ธรรมมาตา จนเมื่อกลับไป ฉันยังคงปฏิบัติเหมือนเดิม ฉันสวดมนต์ไหว้พระเช้าค่ำ  แม้แต่ทุกมื้อที่จะลงมือรับประทานอาหาร จะต้องไหว้พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ก่อนลงมือรับประทาน จนครอบครัวและเพื่อนเห็นบ่อยๆ จึงเริ่มชิน เห็นเป็นเรื่องปรกติ เขาถามฉันว่า เธอทำอะไร พอให้เหตุผลว่า  ฉันขอบพระคุณพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ที่ทำให้มีอาหารรับประทานในมื้อนี้ ก็ปรากฏว่ามีเพื่อนและพี่บางส่วนยกมือพนมไหว้ตาม  การเจริญสติโดยวิธีพุทธานุสติ ธัมมานุสติ และสังฆานุสตินี้ ให้ประโยชน์กับด้านจิตใจโดยตรง อย่างน้อยๆ ฉันจะละอายใจและเสียใจมากๆ ถ้าทำสิ่งที่ผิดลงไป เป็นเรื่องเดียวที่จะทำให้น้ำตาไหลได้  เช่น เมื่อเหตุการณ์ใดที่ หิริโอตตัปปะมาช้ามาก ทำผิดไปแล้วเพิ่งจะมารู้สึกตัวได้  ฉันจะถามตัวเองว่า นี่หรือผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็น ศากยะบุตรี (บุตรสาวของพระพุทธเจ้า) ลูกศิษย์ท่านอาจารย์สวนโมกข์ เธอกล้าทำอย่างนี้หรือ สิ่งที่ได้คือ ฉันจะเกิดสัมมาวายามะ (ความเพียรชอบ) เพียรที่จะละบาปอกุศลนั้น และเพียรระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก  ประการที่สองคือ รอบคอบ ไม่หุนหันพลันแล่นในการตัดสินใจอะไรเหมือนแต่ก่อน และมักจะไม่พลาดหรือพ่ายแพ้ต่อกิเลส  ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนว่า มีอะไรให้ทูลถามพระพุทธเจ้าเสียก่อน  ประการที่สาม ไม่ค่อยกลัวอะไร ความกลัวน้อยลง ในบทสวดมนต์ที่ว่า ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้แด่พระพุทธเจ้า เมื่อปฏิบัติความถูกต้อง ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหน ก็ไม่ต้องกลัวอะไร เพราะได้มอบร่างกายถวายชีวิตนี้ให้กับพระรัตนตรัยไปแล้ว

           การเจริญสติอีกอย่างหนึ่งที่ฉันปฏิบัติเป็นประจำตั้งแต่อยู่ธรรมมาตาก็คือ การเจริญ มรณานุสติ พระพุทธเจ้าสอนให้ไม่ประมาทต่อความตาย  แค่ชั่วขณะที่เราตักข้าวใส่ปาก หรือแค่ลมหายใจเข้ายังไม่ทันหายใจออกก็อาจตายได้  ก่อนที่จะมาเรียนที่นี่ฉันเคยแต่คิดว่า ความตายเป็นเรื่องไกลตัว เรายังอายุไม่มากและไม่ได้เป็นโรคอะไรร้ายแรง คนในครอบครัวก็แข็งแรงกันดี นี่แสดงถึงความเป็นผู้ประมาทต่อความตาย  พอได้มาเรียนที่นี่ ทุกวันนี้ฉันไม่ยอมเป็นผู้ประมาทต่อความตายแล้ว กลับมาตระหนักว่า ถึงเรายังอายุไม่มากนัก แต่แน่นอนเวลาของเราเหลือน้อยลงๆ เรื่อยๆ เรานับถอยหลังลงสู่ความตายทุกวันๆ และไม่อาจทราบได้ว่าจะตายเมื่อไหร่ ตายโดยวิธีใด การเจริญมรณานุสติอย่างสม่ำเสมอเป็นเหตุปัจจัยทำให้เร่งทำความเพียรอยู่ทุกขณะจิต ทุกเวลาคือการปฏิบัติธรรม จะไม่ยอมเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระโดยเปล่าประโยชน์ อีก การเจริญมรณานุสติ ฉันปฏิบัติโดยระลึกถึงความตายบ่อยครั้งเท่าที่จะทำได้ รวมทั้งสวดมนต์บทพิจารณาสังขารก่อนนอนทุกคืน ฉันยังคงนอนสีหไสยาสน์เหมือนที่นี่สอน และจำลองการหลับในทุกคืนเป็นการตาย นอนหลับไปกับการสอนจิตให้เคยชินกับคำที่ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนไว้ว่า เวลาตายคือเวลาปิดงบบัญชี เป็นวินาทีสำคัญให้นึกถึงดับไม่เหลือๆ เข้าไว้ ตกกระไดแล้วพลอยโจนไปเลย ฉันตระเตรียมไว้เผื่อเวลาที่ความตายมาถึงจริงๆ จะได้ระลึกทันท่วงที ฉันไม่ลืมที่จะบอกคุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับการเจริญมรณานุสติ โดยการให้ท่านดูและฟังเสียงจากซีดีที่เป็นเสียงท่านอาจารย์พุทธทาสพูดไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้  ให้ท่านชินกับความตาย เห็นความตายเป็นเรื่องธรรมดา เป็นอีกหนึ่งสภาวธรรม ฉันไม่เพียงแค่ระลึกถึงความตายของฉันเท่านั้น แต่ตระหนักดีที่ว่ายังต้องทำเกี่ยวกับระลึกถึงความตายของคนรอบข้างและสัตว์เลี้ยงที่เรารักด้วย เพราะพอถึงเวลา เอาเข้าจริงอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) คงได้คลายแล้วตามกำลังการปฏิบัติ  แม้ยังเสียใจอยู่ก็คงไม่มากเท่ากับไม่เคยระลึกนึกถึงเลย

              การทำงานคือการปฏิบัติธรรม กลับไปทำงานครั้งนี้ฉันมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น ท่านอาจารย์พุทธทาสสอนหลายๆ อย่างเกี่ยวกับการทำงาน ท่านเน้นเรื่องนี้ไว้มาก ทำงานให้สนุก มีความสุขกับการทำงาน เมื่อสุขขณะทำงานก็เป็นสวรรค์แล้ว ไม่ต้องรอเงินเดือนออก  คำของท่านเหล่านี้เปลี่ยนให้ฉันมีสัมมาทิฏฐิ  (ความเห็นชอบ) จากที่ทำงานไม่สนุก ทำไปเครียดไป คอยนึกแต่ว่าเมื่อไรจะถึงเวลาเลิกงาน จะได้ไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ไปหาอะไรอร่อยๆรับประทาน ไปหาเรื่องใช้สตางค์ตามกระแสโลกๆ ใครๆ เขาก็ทำกัน  จากการได้มาฝึกที่ธรรมมาตา ฉันได้ทำอะไรต่อมิอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน พูดให้เข้าใจกันง่ายๆ ว่า เด็กเมืองกรุงอยู่บ้านสบายๆ ไม่ต้องมาหยิบจอบ หยิบเสียม ขุดดิน ถอนหญ้า ปลูกต้นไม้ โดนยุงกัดเป็นแผลทั้งตัว เผาขยะ ซักผ้า ล้างจาน กวาดถู ล้างห้องน้ำ  แต่การทำงานที่นี่ฝึกฉันจนเกิดธรรมะอยู่ในเนื้อในตัว ปรับเปลี่ยนหัวใจฉันอย่างมากมาย ตัวอย่างคือ งานต่ำติดดินที่ฉันเคยดูถูกนี้ จริงๆ เเล้วเป็นสิ่งมีค่ามาก  ฉันเรียนวิชชาลดความเครียด คลายความจิตตกมาจากการทำงานเหล่านี้ เมื่อจิตมีเพื่อน คือการเคลื่อนไหวร่างกาย จิตจะละเครื่องเศร้าหมอง นิวรณ์ (เครื่องรบกวนจิต) ต่างๆ ทิ้งไป ธรรมมาตาสอนให้ฉันรู้ว่าจิตในขณะหนึ่งจะมีเพื่อน (อารมณ์หรือราวเกาะ) ของเขาได้เพียงอย่างเดียว และงานพวกนี้ใช้การเคลื่อนไหวร่างกายอย่างมาก ทั้งใช้กำลัง ได้เหงื่อ ทำให้ร่างกายสดชื่น ท่านอาจารย์บอกไว้ว่าเหงื่อ คือน้ำมนต์ พอกลับมาทางโลก ไม่ว่าจะทำงานติดดิน งานบ้าน ก็รู้สึกว่าสนุก มีความสุข ได้ธรรมะในขณะที่ทำ สำหรับฉันงานติดดิน งานบ้านเป็นงานที่ส่งเสริมไปในทางสละ ละ ตัวตน แตกต่างกับงานออกแบบเว็บไซด์  ถ้าทำๆ ไปโดยที่ฉันไม่ได้มาเรียนธรรมะที่นี่ก่อน มันคงเป็นงานที่ก่อเสริมเพิ่มอัตตา (ความเป็นตัวตน) อย่างมากทีเดียว เพราะเหมือนกับว่ามันต้องเก่งต้องดีเลิศ ทำเสร็จก็มานั่งโง่หลงภูมิอกภูมิใจว่างานของฉันนะ แถมยังมีตัวมานะ (ความถือดีมักเปรียบ) ว่างานของฉันดีกว่างานของเขา งานของฉันได้รับเลือก หรืองานของเขาจะดีกว่างานของฉันไหม แน่นอนความเครียดตามมาสารพัด หลังจากได้ยินได้ฟังว่าการทำงานคือการปฏิบัติธรรม และได้เรียนเรื่องอุปกิเลส (ที่ธรรมมาตานี้ จะให้ผู้ปฏิบัติเพียรเฝ้าดูอุปกิเลส ๑๖ ข้อ ว่าในแต่ละวันนี้มีอุปกิเลสข้อไหนเกิดขึ้นบ้าง มีมากมีน้อยเท่าไหร่ ให้ระวัง ให้เฝ้าดูและรู้จักมัน โดยทำเป็นเอกสารตารางให้ทุกคนตรวจสอบทุกวัน และส่งผู้ให้การอบรมตรวจทุกๆ วันโกน)  การทำงานออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟิกนี้ เมื่อก่อนจิตฉันจะขึ้นลง ซัดส่ายไปมา ยึดมั่นถือมั่น ยิ่งทำก็ยิ่งยึดว่างานของเรา เครียดตลอดเวลา น่าสลดยิ่งนัก ทุกวันนี้ฉันปฏิบัติตามคำท่านอาจารย์พุทธทาส คือ ทำไปตามหน้าที่ มีแต่การกระทำ ไม่มีผู้กระทำ ทำเสร็จก็ไม่ได้ยึดมาว่างานเป็นของเรา มีหลายๆ ครั้งเผลอสติ แอบไปยึดมั่นว่างานสวยจริง งานของเราเองนะ หรือเครียดเพราะทำออกมาไม่ดี   ก็จะมีคำสอนของท่านอาจารย์คอยเตือนสติเสมอ ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น พอจะเริ่มเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงาน หรือเริ่มอิจฉา ก็จะนึกถึงอุปกิเลสที่เคยเรียนว่า นี่ตัวมานะ นี่ตัวอิสสา (ริษยา) และก็พยายามจะไม่มีมัน เพราะมันเป็นของน่ารังเกียจ ไม่ควรจะให้มีนอนเนื่องอยู่ในจิตใจ

              มากัดกินเวลากันเถิด เป็นอีกคำหนึ่งของท่านอาจารย์พุทธทาสที่ช่วยชีวิตฉันไว้อย่างมาก จากที่รีบทำอย่างหนึ่ง ใจก็ไปอยู่กับสิ่งที่จะทำในอนาคตเสียแล้ว ไม่เคยอยู่กับปัจจุบัน กับสิ่งที่เราควรจะให้ความสำคัญตรงหน้า ทำให้สิ่งที่ทำอยู่ในขณะปัจจุบันไม่ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ก่อความเครียด เหมือนกับโดนเวลากัดกินอยู่ตลอดเวลา เจ็บปวดทุกข์ทรมานมาทั้งชีวิต แต่เมื่อได้ยินได้ฟัง มากัดกินเวลากันเถิด ของท่านอาจารย์พุทธทาส ทำให้ฉันมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ลมหายใจก็ปัจจุบัน อย่างเช่น เมื่อล้างจานก็เพื่อล้างจาน ทำงานชิ้นนี้ คุยกับคนๆ นี้ ก็ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำ หรือบุคคลเฉพาะหน้า เมื่อเวลาผ่านไป ฉันไม่ต้องเสียใจอีกเลย เพราะแต่ละเวลาที่ผ่านไปฉันปฏิบัติต่อขณะจิต ต่อวินาทีนั้นดีที่สุดแล้ว  จิตมีราวเกาะคือ อานาปานสติ (ลมหายใจ) และในกิจกรรมการงานที่มีการเคลื่อนไหวของร่างกายชัดเจน เช่น การล้างจาน จิตก็มีเพื่อนคือการเคลื่อนไหว ส่งเสริมการพัฒนาในการเจริญสติ ไม่โดนเวลากัดกินเป็นทุกข์เหมือนชีวิตที่ผ่านมา

              เป็นอยู่อย่างต่ำมุ่งกระทำอย่างสูง ฉันเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยเรื่องมาก อยู่ยาก และไม่เคยประหยัดเลย เรื่องราวเกี่ยวกับการประพฤติปฏิบัติของท่านอาจารย์พุทธทาส เมื่อได้ยินได้ฟังจากสวนโมกข์ ธรรมมาตาแล้ว ฉันไม่เคยลืมเลือน พอกลับไปฉันยังคงนำไปประพฤติปฏิบัติตามอย่างท่านอาจารย์ อันได้แก่ ความประหยัดและการเบียดเบียนธรรมชาติให้น้อยที่สุด  ตอนเข้ามารับการอบรมที่ธรรมมาตา ใครๆ จะบอกไว้ก่อนเลยว่า ไม่ต้องเอากระดาษทิชชูมาให้ใช้เป็นผ้าเช็ดหน้าแทน นิสัยความประหยัด ความไม่เบียดเบียนธรรมชาติให้หมดเปลืองไปด้วยความไม่จำเป็น ความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ กินง่าย (สักแต่ว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติเท่านั้น) นอนหมอนไม้ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกแม้แต่พัดลม แม้จะร้อนหรือหนาว อยู่ได้โดยใจเป็นกลางไม่ทุกข์ ไม่กวัดแกว่ง แสดงถึงความเป็นอยู่ตามหลักโคตมีสูตร ในหัวข้อความเป็นผู้ไม่สะสมกองกิเลส มีความอยากอันน้อย สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ และเป็นผู้เลี้ยงง่าย  สิ่งเหล่านี้ได้หล่อหลอมฉันมาเรื่อยๆ จะเรียกว่า การเป็นอยู่ที่นี่หักดิบกับความเป็นอยู่ที่บ้านมากๆ ก็ได้  จนถึงวันที่ฉันกลับมาใช้ชีวิตทางโลก คราวนี้จึงกลายเป็นผู้อยู่ง่าย กินง่าย นอนง่าย ทุกคนคงทราบดีถึงความสะดวกสบายของคนเมืองกรุง เช่น แทบจะไม่เคยสัมผัสกับแสงแดดแรงๆ ไม่ต้องโดนยุงรุมกัด ถ้าร้อนก็มีเครื่องปรับอากาศ เดินทางไปไหนก็มียานพาหนะ สะดวก เครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ อยากรับประทานอะไรหาซื้อได้แสนง่าย และมีเครื่องอำนวยความสะดวกนานาชนิด  กลับบ้านครั้งนี้ฉันจึงไม่ยอมพ่ายแพ้กับการหลงติดกับอภิชฌา (ความพอใจ) และโทมนัส (ความไม่พอใจ) อีก  ที่นี่สอนว่าเมื่อจิตเหวี่ยงซ้ายไปเท่าไหร่ ก็จะเหวี่ยงขวามากเท่านั้น เมื่อได้ฟังความจริงเช่นนี้ พบกับตนเลยว่าจริง ตอนฉันมาปฏิบัติแรกๆ อยู่ยาก อะไรๆ ก็ลำบาก แอบร้องไห้ก็หลายหน อาการภูมิแพ้ของคนเมืองกรุงที่สิงอยู่ในฉันเริ่มปรากฏออกมา ยกตัวอย่างเช่น ยุงรุมกัด แพ้ยุง แพ้น้ำจนเป็นเม็ดๆ อักเสบขึ้นเต็มผิวหน้าและหนังศีรษะ ลักษณะน่าเกลียดและเจ็บปวดยิ่งนัก เวลาแห่งการฝึกตนในช่วงแรกช่างหนักเหลือเกินสำหรับฉัน ตลอดทางฉันทุกข์มาก แต่บอกกับตัวเองว่าต้องสู้ ต้องมีขันติ (ความอดทน) วิริยะ (ความเพียร) แล้วจะผ่านไปได้ ความทุกข์ในตอนเริ่มก้าวแรกในการใช้ชีวิตแบบติดดิน แบบที่ท่านอาจารย์เรียกว่า อยู่อย่างต่ำ มุ่งกระทำอย่างสูงนี้  จึงเป็นเพชรในหัวคางคก เป็นครูที่ดีให้เราได้ขัดเกลากิเลส ได้ลดจำนวนอนุสัย (ความเคยชิน) ที่หนาแน่นในตัวเราออกไป  เมื่อชั่วโมงการปฏิบัติธรรมผ่านไปบวกกับการทำงานคือการปฏิบัติธรรม  เกิดเห็นสภาวธรรม เห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป บ่อยครั้งๆ เข้า จึงทำให้ฉันกลายเป็นผู้อยู่ง่าย 

              เอหิปัสสิโก เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด หลายๆ คนที่เห็นภายนอกว่าฉันเปลี่ยนไป หน้าตาเธอใสขึ้น ดูผ่องใสนะ ไปทำอะไรมา จึงเป็นเหตุปัจจัยให้ใครต่อใครเข้ามาถาม ถึงเรื่องราวต่างๆ ที่สวนโมกข์ ธรรมมาตาที่ฉันเคยไปใช้ชีวิตอยู่เป็นอย่างไร บางคนก็มาเล่าว่าตนมีปัญหาอย่างนี้ๆ ควรจะแก้อย่างไร (โครงการพัฒนาชีวิตด้วยการใช้ปัญญาสอนให้รู้จักศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละกรณีตามแนวอริยสัจ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ก็คือ พิจารณาว่าปัญหาคืออะไร เกิดจากอะไร ต้องการแก้ปัญหา ด้วยวิธีใด จนสามารถนำธรรมะที่ได้เรียนนั้นไปใช้แก้ปัญหาต่างๆ ได้) นี่คือของฝากจากสวนโมกข์ ของฝากชนิดนี้ฉันเองก็นำมาใช้ได้และแจกจ่ายแบ่งปันให้กับคนรอบข้างได้ นั่นคือ ธรรมะต่างๆ ที่ได้ยินได้ฟัง ในขณะที่มาเรียนที่นี่ ตอนนี้ฉันไม่เคยเสียเวลาไปกับการพูดเพ้อเจ้อตลกให้ใครต่อใครขันเหมือนแต่ก่อน ถ้าฉันมีโอกาสฉันจะพูดแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์กับผู้ที่สนใจ ผู้ที่มาถาม โดยไม่ลืมที่จะกล่าวที่มาที่ไปก่อน เช่นว่า พระพุทธเจ้าตรัสสอนอย่างนี้... ท่านอาจารย์พุทธทาสเคยพูดไว้ว่า... คุณป้าผู้ให้การอบรมในธรรมมาตาบอกไว้ว่า... ก่อนทุกครั้งไป เพราะแน่นอนไม่ใช่คำพูดของฉันเอง เป็นการอ้างอิงที่มีประโยชน์ต่อคนฟังด้วยและยังสามารถค้นคว้า หาอ่าน หรือฟังอย่างละเอียดจากต้นฉบับแท้ๆ ได้จากที่ไหน  แต่ถ้า  อันไหนมาจากประสบการณ์จริง ฉันก็จะกำกับไว้เช่นกันว่า ฉันเคยปฏิบัติตอนที่อยู่ที่ธรรมมาตา  เป็นอย่างนี้ๆ ยังไงก็ไม่พ้นสวนโมกข์ ธรรมมาตาสักที หลายคนอาจคิดว่าฉันนี่พูดถึงแต่คำซ้ำๆ พระพุทธเจ้า ท่านอาจารย์พุทธทาส คุณป้าที่ธรรมมาตา แต่ก็จริงนั่นแหล่ะ   นี้คือความสัจจริง ถ้าไม่ได้มาที่นี่ฉันก็จะไม่มีของฝากของดีจำพวกนี้ไปฝากพวกเขาแน่นอน   ขอยกตัวอย่างเช่น เธอต้องรู้ก่อนว่า เกิดมาทำไม  ฉันเคยถามหาคำตอบภายในใจตนมาตลอดชีวิต คนเราเกิดมาทำไม ท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นผู้เฉลย คือ  คนเราเกิดมาเพื่อจะไม่ทุกข์ เกิดมาเพื่อได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ นั่นคือความพ้นทุกข์ (คือ ทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์หรือนิพพาน) ทำให้ชีวิตของนามรูปนี้ได้เป็นชีวิตเสียที ที่ไม่ต้องเร่าร้อนตามกระแสโลกไปเรื่อยๆ  ได้อยู่อย่างมีชีวิตชีวา มีความสุขสงบเย็นกว่าแต่ก่อนตามกำลังการปฏิบัติ  เมื่อใครทุกข์มากๆ และมาถามฉัน ส่วนใหญ่ฉันก็จะถามอย่างนี้กับเขาล่ะ ให้เขาได้หยุดคิดและเย็นลง มีอีกคำหนึ่งที่ฉันยังประทับใจไม่รู้ลืมและยังคงเตือนคนที่กำลังจมวนอยู่ในทุกข์  เธอลองถามตัวเองบ่อยๆ สิว่า ชีวิตนี้เราจะเอาอะไร คำพูดนี้ฉันได้ฟังมาจากคุณป้าผู้ให้การอบรมที่ธรรมมาตา เป็นคำพูดที่ช่วยเตือนสติฉันและเพื่อนฉันในทางโลกไว้ได้อีกหลายคน อีกคำหนึ่งของคุณแม่ ก เขาสวนหลวง อีกไม่เกินร้อยปีก็ตายเน่าเข้าโลงแล้ว

              สัพเพธัมมานาลัง อะภินิเวสายะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงอันใครๆ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตนเป็นของตน นี่คือหัวใจของพุทธศาสนา คนเราทุกข์เพราะไม่ทราบความจริงอันนี้ จึงไปยึดธรรมชาติมาเป็นของเรา ฉันไม่เคยทราบมาก่อน อันนี้เป็นคาถาไล่ทุกข์จริงๆ และสิ่งที่ฉันไม่เคยลืมที่จะบอกกับผู้ที่สนใจ หรือเริ่มเรียนพุทธศาสนาก็คือ เขาเรียน ก ข ก กา พุทธศาสนากันที่ไหน ก ข ก กา ของพุทธศาสนา ต้องเรียนกันที่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ  ความดับแห่งทุกข์พระตถาคตบัญญัติไว้ในร่างกายยาววาหนาคืบ ไม่ต้องเหนื่อยเรียนจนบินไปนอกโลกได้ เรียนกันข้างในกายใจนี่เเหละ ลองเลิกอ่านหนังสือภายนอกแล้วหันมาอ่านหนังสือเล่มภายในใจเถิด (นี้คือคำพูดที่ท่านอาจารย์พุทธทาสพูดไว้กับท่านอาจารย์รัญจวน อินทรกำแหง)

              คำบริกรรมไล่ทุกข์  มีของฝากจากสวนโมกข์อีกหลายๆ คำ ตถตา (เช่นนั้นเอง)  อตัมมยตา (กูไม่เอากะมึงแล้วโว้ย) อันนี้เอาไว้สำหรับคนที่ชอบคิดวนๆ เครียดง่าย ฉันก็แนะนำเขาอย่างนี้ว่า เอาคำท่านอาจารย์พุทธทาสไปบริกรรม (คือไปท่องบ่น) เรื่อยๆ เวลามีเรื่องอะไรมากระทบ ไม่ว่าจะเป็นว่างจากตัวตน ว่างจากของตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น อันนี้ฉันเองใช้อยู่บ่อยๆ เช่น เวลานอนกลัวเข็ม กลัวมีดผ่าตัดอยู่บนเตียงถอนฟัน  ชีวิตวัยหนุ่มสาวเป็นธรรมดาที่จะเกิดทุกข์ร้อนจากเรื่องความรัก คนรักตีตัวออกห่างทิ้งกันไป ไม่มีเหตุมีผล คำพูดฮิตติดปากก็คือมักจะถามว่า ไม่เข้าใจเลย ทำไมเขาเป็นอย่างนี้ เขาไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน ทำไมเขาเปลี่ยนไป ทุกคนติดบ่วงอยู่กับความไม่รู้ (อวิชชา) ไม่รู้เรื่องธรรมชาติ ธรรมดาที่ทุกอย่าง (ยกเว้นนิพพาน) อยู่ภายใต้ กฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ความไม่เที่ยง เมื่อไปบังคับอยากให้อะไรๆ เที่ยงจึงต้องทุกข์เป็นธรรมดา นอกจากอานาปานสติที่ฉันแนะนำให้เพื่อนๆ ทำ  บอกถึงนิยามคำจำกัดความให้ดูลมหายใจ  จิตในขณะๆ หนึ่งมีเพื่อนได้อย่างเดียวนะ เมื่อมีลมหายใจเป็นอารมณ์ เธอก็ไม่ต้องถูกทำร้ายจากการคิดถึงเขาคนนั้น คนที่ยังอยู่ภายใต้กฎอนิจจังนั้นแล้วล่ะ  หลายคนบอกว่า   ทำยากเหลือเกิน ไม่เห็นจะหายคิดเลย ทุกข์เหลือเกิน บีบหัวใจเหลือเกิน ฉันก็มักให้ของดีกับพวกเค้าไปท่องเอาๆ  ทำควบคู่กันไป ว่างจากตัวตน ว่างจากของตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น  ท่องบ่นเอาไว้สลับกับ ดูจิตรู้จิตให้ติดต่อ (ที่ฉันเคยฟังจากคุณแม่ ก เขาสวนหลวง  ตอนมาบวชเรียนที่นี่) ให้เฝ้าดูลมหายใจ (อานาปานสติ) สิ่งหนึ่งที่ช่วยระงับความฟุ้งซ่านได้และควรทำเป็นกิจวัตรคือ สวดมนต์  มีรักที่ไหนมีทุกข์ที่นั่น ฉันจำได้ คุณป้าที่ธรรมมาตาบอกว่าจริงๆ คนเรามีรักเฉยๆ ไม่ทุกข์หรอก แต่ที่เราทุกข์เพราะมีอุปาทาน (ความยึดมั่นถือมั่น) เธอลองมารักพระพุทธเจ้าอย่างฉันสิ รับรองไม่น้ำตาตกแน่นอน การปฏิบัติธรรมทั้งหลายเหล่านี้เพื่อนฉันแต่ละคนนำไปใช้จนเกิดความผ่อนคลายความร้อนอกร้อนใจได้ตามกำลังการปฏิบัติ

              ยังมีอีกหลายคำที่คนรอบข้างเข้าใจผิด เพื่อนรุ่นน้องฉันคนหนึ่งกลัวคำว่า นิพพาน ถามว่าพี่ นิพพาน คำๆ นี้ ฟังแล้วน่ากลัวพิลึก ฉันก็ปรับทิฏฐิเขาเสียใหม่ว่า นิพพานไม่ได้แปลว่าตายนะ แต่นิพพานแปลว่าเย็น แล้วพวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่กันได้ทุกวันนี้ก็เพราะคุณของพระนิพพาน เพียงแต่เราไม่รู้กันเอง อย่างเช่น เธอไปเที่ยวทะเลแล้วเกิดความเย็นโล่ง สบายอกสบายใจ นี่ก็คือภาวะของนิพพานเช่นกัน นิพพานมีสามระดับคือ นิพพานชิมลอง นิพพานชั่วคราว และนิพพานถาวร แม้ว่าเรายังไม่ถึงนิพพานถาวรเหมือนกับที่พระอรหันต์ท่านเข้าถึงกัน แต่เราก็สามารถทำให้เกิดมีนิพพานน้อยๆ แก่เราได้ หรือเรียกว่า นิพพุติ ที่แปลว่า ความเย็นอกเย็นใจ ถ้าเราปฏิบัติธรรม เราจะได้รับรสความเย็นอกเย็นใจ เป็นสุขแท้ที่สงบกว่า เย็นกว่า สุขแบบไหนๆ  ความสุขแบบทางโลกๆ นั้น ท่านอาจารย์ ใช้คำว่าสุก ก ไก่สะกด มันไม่ใช่สุขจริง แต่เป็นทุกข์อย่างหวาน

           ปัจจุบันเพื่อนฉันที่เคยใช้เวลาวันหยุดหรือหลังเลิกงานไปกับการท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เปลี่ยนเป็นหันหน้าเข้าวัด ฉันไม่ลืมวันที่พาเพื่อนหนุ่มสาวของฉันไปกราบพระที่สอนการปฏิบัติธรรม วันแรกแห่งการเรียนรู้การปฏิบัติของพวกเขา เขาตั้งใจกันมากกับการเดินจงกรม นั่งสมาธิ ฟังธรรม เป็นภาพที่ฉันเองเห็นแล้วปลื้มใจยิ่งนัก

              พ่อแม่พี่น้องได้รับอานิสงส์ การเข้าวัดนานๆ มาบวชเรียน ทำให้ครอบครัวที่ไม่เคยเข้าวัดอย่างครอบครัวของฉันกล้าเข้าวัด มีทิฏฐิที่เปลี่ยนไป พี่สาวฉันเคยถามว่า ที่นั่นมีอะไรดี ทำไมเธอจึงไปอยู่นานๆ ไม่ลำบากหรือไง พี่ฉันเป็นนักวิทยาศาสตร์เธอเป็นคนเรียนสูง ไม่ยอมเชื่ออะไรง่ายๆ โดยเฉพาะถ้าเป็นน้องสาวแท้ๆ จะไปพูดอะไรทำนองว่า ตั้งหน้าจะมาอบรมฉันรึ ไม่มีทาง พี่ฉันจึงตัดสินใจหยุดลางานสั้นๆ ไปปฏิบัติธรรมซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติที่มีเพียงผู้หญิงล้วนๆ เหมือนธรรมมาตา แต่ต่างตรงที่เดินทางไม่ไกล ไม่ต้องออกต่างจังหวัด ไม่ลำบากมาก เธอใช้เวลาช่วงสงกรานต์ที่คนส่วนใหญ่เมื่อได้วันหยุดยาวๆ จะใช้เวลาไปกับการท่องเที่ยว เธอเลือกที่จะเป็นครั้งแรกในการไปอยู่วัดปฏิบัติธรรม จนปัจจุบันนี้ ฉันได้พี่สาวคนใหม่ ใจเย็น มีศรัทธาแน่นแฟ้นในทางธรรม ส่วนน้องชายแท้ๆ ของฉันเปลี่ยนไปมาก ฉันไม่เคยตั้งหน้าตั้งตาพูดหรือบังคับให้คนในบ้านฟังธรรมะเลย แต่เขาเปลี่ยนของเขาเอง ฉันมีซีดีธรรมะที่บันทึกเสียงท่านอาจารย์พุทธทาสสั่งซื้อทางไปรษณีย์อย่างครบชุด น้องชายฉันเปลี่ยนจากตั้งหน้าตั้งตาเล่นวีดีโอเกมส์ เป็นนำซีดีธรรมะไปฟังเช้าบ้าง ก่อนนอนบ้าง ในห้องนอน จนอีกไม่กี่วันที่จะถึงนี้เขาตัดสินใจบวชเรียนที่วัดชลประทานฯ  หลานชายฉันอายุสิบสองขวบ สามารถอ่านหนังสือธรรมะเล่มโตๆ ที่ฉันเองใช้เวลาอ่านนานมากจบภายในหนึ่งสัปดาห์ แถมเมื่อเวลาฉันลองถามเพื่อทดสอบเขาว่า หัวข้อธรรมนี้คืออะไร มีอะไรบ้าง ยังสามารถตอบได้อย่างฉะฉาน  ฉันนำดอกไม้มาไหว้พระสม่ำเสมอ พระที่บ้านคือ คุณพ่อ คุณแม่ และคุณแม่ที่เลี้ยงฉันมา ฉันยังนอนกับคุณแม่และสวดมนต์แปลอยู่ข้างๆ ท่านทุกคืน วันเสาร์ อาทิตย์ฉันจะไปนั่งสมาธิ ฟังเทศน์ เรียนธรรมะ ที่วัดญาณเวศกวัน ฉันจะไม่ขับรถไปเองตามลำพัง แต่จะให้คุณพ่อคุณแม่ไปส่ง นี้เป็นอุบายในการชวนท่านเข้าวัด ได้รับความสงบเย็นจากวัดและได้สนทนากับพระสงฆ์ผู้มีอินทรีย์ผ่องใส จริยวัตรงดงาม และได้ทำบุญ ทำสังฆทานตามโอกาส ท่านรักฉัน ฉันจึงใช้ความรักนี้ให้เป็นประโยชน์  เมื่อท่านได้เป็นผู้พาฉันมาทำในสิ่งที่ฉันชอบฉันสนใจ อานิสงส์ที่ได้รับคือ ความสุข สงบ และเย็นใจออกมาทางแววตาและสีหน้าของท่าน

           ฉันคงไม่สามารถบรรยายประโยชน์ที่ได้รับจากการบวชเรียนที่นี่ได้หมด บอกได้แค่ว่า ธรรมาศรมธรรมมาตาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้มอบไว้ให้เพศแม่

 

มยุรา วิไลนำโชคชัย (มะยม)

โครงการฝึกอบรมตนเพื่อความมีชีวิตพรหมจรรย์ที่หมดจดงดงาม รุ่นที่ ๙ ปี ๔๖ (อายุ ๒๓ ปี)

โครงการพัฒนาชีวิตด้วยการใช้ปัญญา รุ่นที่ ๒ ปี ๔๗

โครงการอาจาริยบูชา ปี ๔๗

บันทึกธรรม

อันนี้เปนบันทึกธรรมหน้าหนึ่งที่มะยมเคยบันทึกเมื่อครั้งไปปฏิบัติแสวงหาโมกขธรรมที่สวนโมกขพลาราม สี่เดือน ๑ ก.ย.-๓๑ ธ.ค.๔๖
7月18日

หายใจเข้าออกก้อเป็นไปเพื่อปฏิบัติ

นี่เป็นคอนเซิฟของธรรมชีวี ทุกวินาทีเปนไปเพื่อการปฏิบัติทำให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ วันอาทิตย์ที่ ๓๐ ก.ค. ๔๘ อย่าลืมเนชั่นวีกลี่นะ มีที่มะยมเขียนเกี่ยวกับได้อะไรบ้างจากการเข้ารับการอบรมที่ธรรมมาตาค่ะ